กล้วยเป็นไม้ผลที่คนโบราณนิยมปลูกใกล้บ้านไว้เป็นอาหารเพื่อไม่ต้องเข้าป่าไปหาประโยชน์ของกล้วยมีมากมาย คนโบราณรู้จักประโยชน์จากกล้วยมานานแล้ว เกือบทุกส่วนของกล้วยสามารถนำมาดัดแปลงใช้ให้มีคุณค่าได้ ดังนี้
ผล ใช้นำมารับประทาน
ใบ ใช้ห่อของ ทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เช่น กระทง บายศรี
เส้นใย จากกล้วยนำมาใช้สานเป็นกระเป๋าถือสตรี ประดิษฐ์ของใช้หลายชนิด
กาบกล้วยสด นำมาหั่นคลุมดินรักษาความชื้นได้
ยางกล้วย ใช้เป็นสีย้อมด้ายทอผ้าให้มีสีน้ำตาลไม่ตก ไม่ลอก ทนทานดี
ใบกล้วย มีขี้ผึ้ง คนโบราณนำมาขัดพื้นกระดานทำให้พื้นลื่นเป็นมัน
ใบสด ใช้เป็นเครื่องรองเตารีดที่รีดผ้า เพื่อลดความร้อน
หัวปลี ใช้ทำอาหารเป็นผักสดประกอบแกงหรือต้มยำ
ก้าน นำมาตากให้แห้งทำเชือก
ก้านสด เป็นของเล่นของเด็กโดยเอามาขี่เป็นม้า
กาบ นิยมหามาแกะสลักเรียกว่าแทงหยวก เป็นลายกนกเพื่อตกแต่งประดับพิธีต่าง ๆ
กล้วยจึงนับได้ว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์และเป็นอาหารที่มีคุณค่ามาก ชาวอินเดียถือว่ากล้วยเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อกระเพาะลำไส้ โดยเฉพาะโรคกระเพาะ หมอสมุนไพรอินเดียยืนยันมานานแล้วว่าใช้กล้วยแก้โรคนี้ได้ดี นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามทดลองพิสูจน์หาความจริง มีการทดลองจนแน่ใจและสามารถที่จะเผยแพร่ได้แต่อาจจะมีน้อยคนที่จะรู้ว่ากล้วยเป็นยารักษาโรคได้หลายชนิด
สรรพคุณของกล้วยกับการรักษาโรคต่าง ๆ
โรคกระเพาะ
เอากล้วยหักมุกดิบมาหั่นตากแดดบดผงกินวันละ 4 ครั้ง ๆ ละ 1-2 ช้อนแกง โดยใช้ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำหวาน พอให้เหนียว ๆ กินก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงและก่อนนอน
ความดันโลหิตสูง
ตำราอินเดียกล่าวว่า คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงควรกินกล้วยสุกเป็นประจำ เพราะกล้วยมีส่วนรักษาโรคนี้ได้ดี
เบาหวาน
ชาวอินเดียใช้ดอกกล้วยต้มเอาน้ำมากินแก้เบาหวาน วิธีต้มใช้ดอกกล้วย 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด ต้มกับน้ำ 3 แก้ว ให้เดือดนาน 20 นาที กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
ผิวกล้วยแห้งและกล้วยสุกเป็นอาหารที่ช่วยบรรเทาโรคเบาหวานได้เช่นกัน
ปวดท้องเป็นประจำ
ให้เอาเปลือกกล้วยน้ำว้าสุก 3 กำมือ เกลือแกง 1 กำมือ นำยาทั้ง 2 อย่างใส่หม้อดินใส่น้ำพอท่วมต้มให้เดือดนานครึ่งชั่วโมง กินน้ำยาครั้งละ 1 ถ้วยชาจีนก่อนอาหารเช้า-เย็น มีสรรพคุณแก้ริดสีดวงลำไส้ มีอาการปวดท้องเป็นประจำ
(ตำรับ ของกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์)
ปากขม
เมื่อคราวที่ไข้หวัดระบาด ดิฉันนอนซมเลยค่ะ ลางานตั้งอาทิตย์ทานอะไรไม่ได้เลย น้ำหนักลดตั้ง 5 กก. ดิฉันได้กล้วยน้ำว้าของเรานี่แหละค่ะถึงรอดตาย เวลาเป็นไข้กินอะไรมันขมแม้แต่น้ำ แต่กินกล้วยน้ำว้าจะไม่ขมเลย ซ้ำพลังงานทำให้มีแรงอีกด้วย แปลกนะคะ “กล้วยน้ำว้าทำไม่ไม่เปลี่ยนรส” อรนุช แซ่ล้อ (คัดจากหนังสือฟ้าเมืองไทย)
ปากเหม็น
ใครที่รู้ตัวว่ามีกลิ่นปากเหม็น มีวิธีแก้ที่ลงทุนไม่มากนักเพราะผู้เขียนก็ปากเหม็น แต่บัดนี้หายแล้ว วิธีแก้คือรับประทานกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ หรือกล้วยอะไรก็ได้ที่ยังไม่ได้ ต้ม ทอด เชื่อม ปิ้ง รับประทานในตอนเช้าหลังจากตื่นนอนแล้ว สัก 6-7 ลูก จึงค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้สัก 1 อาทิตย์
พิศาล มาธรรมา (คัดจากหนังสือฟ้าเมืองไทย)
ร้อนใน
ตามสรรพคุณยาไทยกล่าวว่ารากของกล้วยดิบมีรสเย็นใช้แก้ร้อนในได้ดี วิธีใช้เอารากกล้วยดิบมาหั่นเป็นชิ้นใส่น้ำลงไป 2 เท่า ต้มให้เดือดนาน 15 นาที กินครั้งละ ½ -1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง
ริดสีดวงจมูก
สรรพคุณยาไทย กล่าวว่าใบกล้วยดิบ ใช้มวนยาสูบแก้ริดสีดวงจมูกได้
โรคพยาธิ
อินเดียใช้ขี้เถ้าจากต้นและใบกล้วยกินเป็นยาขับพยาธิ บอกว่าใช้ได้ผล กินครั้งละ ½ -1 ช้อนชา ก่อนอาหารเช้า-เย็น
โรคริดสีดวงทวาร
คนที่เป็นริดสีดวงทวารไม่ว่าจะเป็นเริ่มแรกจนกระทั่งถ่ายเป็นเลือด ควรกินกล้วยเป็นประจำ เพราะกล้วยจะทำให้อุจจาระอ่อนตัว เวลาถ่ายอุจจาระจะได้ไม่ครูดกับหัวริดสีดวงทวาร
โรคหัวใจ
จีนใช้ดอกกล้วยแห้งบดผงผสมน้ำ เติมเกลือเล็กน้อย กินรักษาโรคหัวใจ กินครั้งละ 1-2 ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
หอบหืด
ใช้ผิวไผ่ 1 กำมือ ห่อด้วยใบตองกล้วยตานีล้างให้สะอาด ใส่น้ำท่วม ต้มยากินวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ ½-1 แก้ว
หูเป็นฝี
เชื่อหรือไม่หนูมีวิธีแก้ฝีในหู เพราะหนูเคยเป็นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว รับรองหายเด็ดขาด เอาทางกล้วยน้ำว้ามาลนไฟแล้วบิดเอาน้ำใส่ในรูหู นอนเอียบหูไว้สัก 5 นาที เทออกมาก็จะหายปวด ทำวันละ 2-3 ครั้ง
นันทวดี ผลินธก (คัดจากหนังสือฟ้าเมืองไทย)
วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ประโยชน์ของกล้วย
เราคงจะไม่ปฏิเสธว่า "กล้วย" เกี่ยวข้องและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยนับตั้งแต่เกิดจนกระทั่ง สิ้นอายุขัย...
ในสมัยโบราณ เมื่อสตรีจะคลอดบุตรมักจะมีการจัดเครื่องบูชาสำหรับหมอตำแยเพื่อทำพิธีกรรมที่เป็น มงคลแก่แม่ และลูกที่จะคลอดออกมา เครื่องบูชามักจะประกอบด้วย ขันข้าว ซึ่งบรรจุด้วยข้าวสาร เงิน และสิ่งของต่าง ๆ ได้แก่ หมาก พลู ธูป เทียน และในจำนวนนี้จะต้องมีกล้วยอยู่เสมอ
เมื่อทารกอายุได้ประมาณ 3 เดือน และพร้อมที่จะรับประทานอาหารอื่นนอกจากนมแม่ได้แล้ว แม่จะเริ่มให้ลูกรับประทานกล้วยควบคู่กับนม เพราะเห็นว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย
เมื่อลูกโตขึ้น แม่ก็จะพยายามประดิษฐ์ของเล่นให้ลูก ของเล่นเหล่านั้นส่วนหนึ่งก็มาจากกล้วย เป็นต้นว่า
- นำก้านกล้วยมาทำเป็นปืนเด็กเล่น
- นำก้านกล้วยมาทำเป็นม้าสำหรับขี่
- นำใบตองมาม้วนทำเป็นปี่สำหรับเป่า
- นำหยวกกล้วยมาทำเป็นทุ่น หรือแพ สำหรับหัดว่ายน้ำ
ในวัยศึกษาเล่าเรียน กล้วย ก็เข้ามาสู่ห้องเรียนในลักษณะต่าง ๆ เช่น
- ผูกเป็นปริศนาให้ทาย เช่น "อะไรเอ่ย ต้นเท่าขา ใบวาเดียว"
- ใช้เปรียบเทียบกับความงามของสุภาพสตรีในวรรณคดี เช่น "เรื่องกามนิต-วาสิฏฐี ที่ว่า ขาเธองามดุจลำกล้วย"
- ใช้ในคำพังเพยเปรียบเทียบการทำลายล้างเผ่าพันธุ์อย่างถอนรากถอนโคลน "โค่นกล้วยอย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก"
- ใช้ในสำนวนหรือคำพังเพยแสดงความหมายว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ เช่น ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก เรื่องกล้วย ๆ กล้วยมาก
ตลอดช่วงชีวิตมนุษย์ สามารถใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของกล้วย เช่น ใช้เป็นอาหารคาว หวาน ใช้ประดิษฐ์เป็ฯของใช้ ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรค
ในงานบวช และงานมงคลต่าง ๆ กล้วย มักจะถุนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของงานในลักษณะต่าง ๆ เสมอ เช่น

- ใบตองกล้วย ถูกนำมาใช้ประดิษฐ์เป็นบายศรีเป็นส่วนประกอบ ของพวงมาลัย
- ก้านกล้วย และใบตอง นำมาใช้เป็นกระทง
- กล้วยทั้งเครือ นำมาประดับบ้าน เวลามีงานมงคล
เมื่อถึงคราวที่หนุ่ม สาวจะเข้าสู่พิธีแต่งงานกล้วยจะเป็นพืชชนิดหนึ่ง ที่มักจะนำมาใช้ เป็นส่วนประกอบของงานเสมอ เช่น
- ใช้ต้นกล้วยเป็นส่วนประกอบในขบวนแห่ขันหมาก
- ใช้ผลกล้วย ใบกล้วย ก้าน และหยวกกล้วย เป็นส่วนประกอบในการประกอบพิธีการต่าง ๆ
ในการปลูกสร้างบ้านเรือนกล้วยจะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำพิธียกเสาเอกลงหลุมโดยเขามัก จะใช้หน่อกล้วยและต้นอ้อยผูกไว้ที่ปลายเสาเอกและเมื่อทำพิธียกเสาลงหลุมเสร็จก็จะปลดเอาหน่อกล้วย และต้นอ้อย ไปปลูกไว้ในบริเวณใกล้บ้าน พยายามประคับประคองให้เจริญงอกงามเพราะถือว่าเป็น เครื่องเสี่ยงทายความอุดมสมบูรณ์ของเจ้าของบ้าน
จวบจนกระทั่ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต มนุาย์เราก็ยังเกกี่ยวข้องกับกล้วยอย่างมิเสื่อมคลาย ในสมัยก่อน เขามักใช้ใบตองมารองศพ ใช้ต้นกล้วยมาสลักหยวก(แทงหยวก) ประดิษฐ์ในเมรุ หรือโลงศพ ใช้ต้นกล้วย ใบตอง ทำฐานเสียบดอกไม้ประดับในงานศพ "กล้วยเจ้าเอ๋ย...เจ้ามิเคยห่างหายไปจากข้าเราผูกพันกับเจ้า ตลอดมา และตัวข้าจะลืมเจ้าได้ฉันใดเล่าเพื่อนเอย"
คุณค่าประโยชน์ของกล้วย
กล้วยอุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และ กลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที
ประโยชน์ของกล้วยไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้น ยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรคเลยค่ะ ส่วนจะช่วยป้องกันโรคใดได้บ้างนั้นราไปหาข้อมูลมาให้แล้ว ดังนี้
1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง
2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกา ยินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถ โฆษณาได้ว่า กล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก
3. กำลังสมอง มีงานวิจัยในกลุ่มนักเรียน 200 คน โรงเรียน Twickenham พบว่ากินกล้วยมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขา ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปี ด้วยการจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยสามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น
4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย
5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคนจะมี ความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า Try Potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะ ถูกเปลี่ยนเป็น Rerotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง
6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้ กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไปในขณะที่นมก็ช่วย ปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา
7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญหาเกี่ยวกับอาการเสียด ท้อง ลองกินกล้วยสักผล คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้
8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า
9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่างมหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้
10. ระบบประสาท วิธีควบคุมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงอย่างทุก 2 ชั่วโมง เพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วยสารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้
11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย
12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้ อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทารกที่เกิดมา จะมีอุณหภูมิเย็น
13. ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้ เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ Try Potophan ทำให้อารมณ์ดี
14. การสูบบุหรี่ กล้วยสามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินซี เอ บี6 และบี 12 ที่สูงมาก และยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียม ที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนตัวได้เร็วอันเป็นผล จากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง
15. ความเครียด โปรแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ การส่งออกซิเจน ไปยังสมอง และปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเกิดอารมณ์เครียด อัตรา metabolic ในร่างกายของเราจะขึ้นสูง และทำให้ระดับโปรแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิด ความสมดุล
16. เส้นเลือดฝอยแตก จากการวิจัยที่ลงในวารสาร "The New England Journal of Medicine" การกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%
17. โรคหูด การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติ โดยการใช้เปลือกของกล้วยวางปิดลงไปบนหูด แล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยออกด้านนอก ก็จะสามารถรักษาโรคหูดให้หายได้
ประโยชน์ของกล้วยไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้น ยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรคเลยค่ะ ส่วนจะช่วยป้องกันโรคใดได้บ้างนั้นราไปหาข้อมูลมาให้แล้ว ดังนี้
1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง
2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกา ยินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถ โฆษณาได้ว่า กล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก
3. กำลังสมอง มีงานวิจัยในกลุ่มนักเรียน 200 คน โรงเรียน Twickenham พบว่ากินกล้วยมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขา ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปี ด้วยการจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยสามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น
4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย
5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคนจะมี ความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า Try Potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะ ถูกเปลี่ยนเป็น Rerotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง
6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้ กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไปในขณะที่นมก็ช่วย ปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา
7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญหาเกี่ยวกับอาการเสียด ท้อง ลองกินกล้วยสักผล คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้
8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า
9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่างมหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้
10. ระบบประสาท วิธีควบคุมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงอย่างทุก 2 ชั่วโมง เพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วยสารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้
11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย
12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้ อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทารกที่เกิดมา จะมีอุณหภูมิเย็น
13. ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้ เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ Try Potophan ทำให้อารมณ์ดี
14. การสูบบุหรี่ กล้วยสามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินซี เอ บี6 และบี 12 ที่สูงมาก และยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียม ที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนตัวได้เร็วอันเป็นผล จากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง
15. ความเครียด โปรแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ การส่งออกซิเจน ไปยังสมอง และปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเกิดอารมณ์เครียด อัตรา metabolic ในร่างกายของเราจะขึ้นสูง และทำให้ระดับโปรแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิด ความสมดุล
16. เส้นเลือดฝอยแตก จากการวิจัยที่ลงในวารสาร "The New England Journal of Medicine" การกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%
17. โรคหูด การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติ โดยการใช้เปลือกของกล้วยวางปิดลงไปบนหูด แล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยออกด้านนอก ก็จะสามารถรักษาโรคหูดให้หายได้
มะละกอมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง
รายงานวิจัยของ นัม ดัง แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา และทีมงานในญี่ปุ่นดังกล่าว ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร เจอร์นัล ออฟ เอทโนฟาร์มาโคโลจี โดยระบุว่าสารต้านมะเร็งที่สกัดจากใบมะละกอสามารถทำลายเนื้องอกที่ปากมดลูก เต้านม ตับ ปอด และตับอ่อนได้
ทั้งนี้ เมื่อนำสารดังกล่าวไปทำเป็นชาใบมะละกอเข้มข้นสูงก็จะออกฤทธิ์กับเซลล์เนิ้องอกได้ดี เพราะสารดังกล่าวจะไปสร้างโมเลกุลที่ชื่อ "Th1-type cytokines" ซึ่งควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และระบบภูมิคุ้มกันก็จะไปกำจัดเซลล์เนื้อร้ายต่อไป
ส่วนประโยชน์ของมะละกออื่นๆอีกมีดังนี้
ผลมะละกอ(โดยเฉพาะผลดิบ) จะมียางสีขาวข้นที่นำมาใช้ประโยชน์โดยสกัดเป็นเอนไซม์ปาเปอีน(Papain) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและยังใช้หมักเนื้อ(ปรุงอาหาร)ทำให้เนื้อนุ่มอีกด้วย ประโยชน์ของยางมะละกอถูกใช้ในการปรุงอาหารโดยใส่ในหม้อขณะต้มเนื้อเพื่อเร่งให้เนื้อเปื่อยเร็วขึ้น ผลมะละกอทั้งผลดิบและผลสุกยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง ผลมะละกอดิบมีสรรพคุณทางยาสามารถใช้เป็นพืชสมุนไพรช่วยขับปัสสาวะ เป็นยาระบายอ่อนๆ นอกจากนี้ผลมะละกอดิบยังนำไปใช้ทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรคือ ชามะละกอที่มีสรรพคุณในการช่วยล้างลำไส้ โดยบริเวณผนังลำไส้ของคนเราจะมีคราบไขมันเกาะติดอยู่เนื่องจากการกินอาหารที่ผัดด้วยน้ำมันเป็นประจำ คราบไขมันนี้จะเป็นตัวคอยขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ การดื่มชามะละกอเป็นประจำจึงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยล้างคราบไขมันที่ผนังลำไส้ทำให้ระบบดูดซึมสารอาหารของลำไส้ทำงานได้อย่างเต็มที่
ประโยชน์ของมะละกอดิบ ที่เป็นที่รู้จักกันดีอีกอย่างหนึ่งคือการนำไปปรุงเป็นอาหาร "ส้มตำ" ซึ่งถือว่าเป็น "อาหารเพื่อสุขภาพ" ที่คนรู้จักกันดี ส่วนผลมะละกอสุกมีประโยชน์หลายอย่างไม่แพ้ผลมะละกอดิบเลยคือการกินผลมะละกอสุกจะช่วยบำรุงธาตุ เป็นตัวช่วยย่อยอาหารทำให้ระบบขับถ่ายดีและยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้ท้องไม่ผูก ผลมะละกอสุกยังนำไปทำเป็นเครื่องดื่มคือ "น้ำมะละกอ" ใช้ดื่มหลังอาหารช่วยในการย่อยอาหารและลดกรดในกระเพาะอาหารทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้นเนื่องจากในผลมะละกอมีเอนไซม์ปาเปอีน(Papain) นั่นเอง
มะละกอสุกยังมีประโยชน์อีกอย่างที่สำคัญคือ ในผลสุกจะมีวิตามินเอ แคลเซียม วิตามินบี1 วิตามินบี2 และสารอาหารที่สำคัญสำหรับคุณสาวๆ นั่นคือ เบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีสรรพคุณในด้านความงามเช่น บำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ชะลอความแก่ ฯลฯ นับได้ว่ามะละกอเป็นผลไม้เพื่อความงามก็ไม่น่าจะผิด
ทั้งนี้ เมื่อนำสารดังกล่าวไปทำเป็นชาใบมะละกอเข้มข้นสูงก็จะออกฤทธิ์กับเซลล์เนิ้องอกได้ดี เพราะสารดังกล่าวจะไปสร้างโมเลกุลที่ชื่อ "Th1-type cytokines" ซึ่งควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และระบบภูมิคุ้มกันก็จะไปกำจัดเซลล์เนื้อร้ายต่อไป
ส่วนประโยชน์ของมะละกออื่นๆอีกมีดังนี้
ผลมะละกอ(โดยเฉพาะผลดิบ) จะมียางสีขาวข้นที่นำมาใช้ประโยชน์โดยสกัดเป็นเอนไซม์ปาเปอีน(Papain) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและยังใช้หมักเนื้อ(ปรุงอาหาร)ทำให้เนื้อนุ่มอีกด้วย ประโยชน์ของยางมะละกอถูกใช้ในการปรุงอาหารโดยใส่ในหม้อขณะต้มเนื้อเพื่อเร่งให้เนื้อเปื่อยเร็วขึ้น ผลมะละกอทั้งผลดิบและผลสุกยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง ผลมะละกอดิบมีสรรพคุณทางยาสามารถใช้เป็นพืชสมุนไพรช่วยขับปัสสาวะ เป็นยาระบายอ่อนๆ นอกจากนี้ผลมะละกอดิบยังนำไปใช้ทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรคือ ชามะละกอที่มีสรรพคุณในการช่วยล้างลำไส้ โดยบริเวณผนังลำไส้ของคนเราจะมีคราบไขมันเกาะติดอยู่เนื่องจากการกินอาหารที่ผัดด้วยน้ำมันเป็นประจำ คราบไขมันนี้จะเป็นตัวคอยขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ การดื่มชามะละกอเป็นประจำจึงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยล้างคราบไขมันที่ผนังลำไส้ทำให้ระบบดูดซึมสารอาหารของลำไส้ทำงานได้อย่างเต็มที่
ประโยชน์ของมะละกอดิบ ที่เป็นที่รู้จักกันดีอีกอย่างหนึ่งคือการนำไปปรุงเป็นอาหาร "ส้มตำ" ซึ่งถือว่าเป็น "อาหารเพื่อสุขภาพ" ที่คนรู้จักกันดี ส่วนผลมะละกอสุกมีประโยชน์หลายอย่างไม่แพ้ผลมะละกอดิบเลยคือการกินผลมะละกอสุกจะช่วยบำรุงธาตุ เป็นตัวช่วยย่อยอาหารทำให้ระบบขับถ่ายดีและยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้ท้องไม่ผูก ผลมะละกอสุกยังนำไปทำเป็นเครื่องดื่มคือ "น้ำมะละกอ" ใช้ดื่มหลังอาหารช่วยในการย่อยอาหารและลดกรดในกระเพาะอาหารทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้นเนื่องจากในผลมะละกอมีเอนไซม์ปาเปอีน(Papain) นั่นเอง
มะละกอสุกยังมีประโยชน์อีกอย่างที่สำคัญคือ ในผลสุกจะมีวิตามินเอ แคลเซียม วิตามินบี1 วิตามินบี2 และสารอาหารที่สำคัญสำหรับคุณสาวๆ นั่นคือ เบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีสรรพคุณในด้านความงามเช่น บำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ชะลอความแก่ ฯลฯ นับได้ว่ามะละกอเป็นผลไม้เพื่อความงามก็ไม่น่าจะผิด
ปราบหน้ามันๆด้วยมะละกอ
ใครที่มีผิวค่อนข้างมัน หรือมีผิวผสมมักกังวลใจกับใบหน้าที่มันเยิ้มอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมคะ เพราะไม่ว่าจะหน้าร้อน หน้าฝน หรือแม้แต่หน้าหนาว หน้ามันๆก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น สิวเจ้ากรรมก็ยังขึ้นเห่อเต็มหน้า คิดแล้วก็ได้แต่เจ็บช้ำระกำใจอยู่คนเดียว พอคิดจะพึ่งยาแก้สิว นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงินแล้ว ยังแอบกลัวว่าจะมีผลข้างเคียงตามมา เพราะเห็นเพื่อนบางคนหน้าลอก แล้วตามมาด้วยหน้าดำเพราะเผลอไปตากแดดช่วงที่หมอห้าม
คงมีอีกหลายคนที่ลังเลว่าจะใช้ยาของหมอดี หรือใช้สมุนไพรจากธรรมชาติดี ถ้าเลือกใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ สิ่งที่ควรทราบอย่างหนึ่งคือ ต้องใจเย็นๆค่ะ เพราะไม่สามารถเห็นผลเร็วเหมือนการใช้ยาที่ทำจากสารเคมี แต่ข้อดีคือไม่ต้องกลัวสารตกค้าง สำหรับหนุ่มๆสาวๆที่ประสบปัญหาหน้ามัน ปั้นสวยด้วยมือคุณมีสูตรพอกหน้าจากมะละกอมาฝาก แต่ก่อนอื่นไปรู้จักสรรพคุณของมะละกอกันก่อนค่ะ
ใครที่ถูกตะขาบต่อย ให้กรีดลูกมะละกอดิบ เอายางที่ไหลซึมออกมานั้นป้ายลงที่แผลซึ่งถูกตะขาบต่อย อาการปวดจะดีขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถนำลูกมะละกอมาต้ม เอาน้ำดื่ม แก้เมาสารหนู หรือจะใช้แก้อาการปวดฟัน โดยนำเปลือกต้นมะละกอกับเกลือทะเล ใส่หม้อดินต้มน้ำพอควร เคี่ยวให้เดือดนานสักครู่หนึ่ง ใช้น้ำยาอมเวลา เช้า-เย็น อาการปวดฟันจะดีขึ้นภายใน 3 วัน (สูตรนี้มีคำยืนยันจากผู้ที่เคยใช้บอกว่าได้ผลดีชะงัดนัก)
นักวิจัยค้นพบว่าในมะละกอมีสารเบต้าแคโรทีนเป็นจำนวนมาก และยังช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยให้ผิวหนัง กระดูกเนื้อเยื่อ และฟัน แข็งแรง รวมทั้งมีอีลาสติน ช่วยในการทำงานของ เอ็น และกระดูกอ่อน นอกจากมะละกอจะทำให้สุขภาพดีจากภายในแล้ว เรายังมีสูตรพอกหน้าจากมะละกอมาเอาใจหนุ่มๆสาวๆที่อยากลดความมันบนใบหน้าด้วยค่ะ ขจัดความมัน ลบรอยด่างดำ นอกจากมะละกอจะมีจุดเด่นช่วยลดความมันบนใบหน้าได้แล้ว ยังช่วยลบรอยด่างดำได้ดี สามารถใช้ทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวชุ่มชื่น และนิ่มนวล
3.สูตรผิวเนียน
ส่วนผสม
ยิ่งไปกว่านั้น สิวเจ้ากรรมก็ยังขึ้นเห่อเต็มหน้า คิดแล้วก็ได้แต่เจ็บช้ำระกำใจอยู่คนเดียว พอคิดจะพึ่งยาแก้สิว นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงินแล้ว ยังแอบกลัวว่าจะมีผลข้างเคียงตามมา เพราะเห็นเพื่อนบางคนหน้าลอก แล้วตามมาด้วยหน้าดำเพราะเผลอไปตากแดดช่วงที่หมอห้าม
คงมีอีกหลายคนที่ลังเลว่าจะใช้ยาของหมอดี หรือใช้สมุนไพรจากธรรมชาติดี ถ้าเลือกใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ สิ่งที่ควรทราบอย่างหนึ่งคือ ต้องใจเย็นๆค่ะ เพราะไม่สามารถเห็นผลเร็วเหมือนการใช้ยาที่ทำจากสารเคมี แต่ข้อดีคือไม่ต้องกลัวสารตกค้าง สำหรับหนุ่มๆสาวๆที่ประสบปัญหาหน้ามัน ปั้นสวยด้วยมือคุณมีสูตรพอกหน้าจากมะละกอมาฝาก แต่ก่อนอื่นไปรู้จักสรรพคุณของมะละกอกันก่อนค่ะ
ปลูกมะละกอได้ทั้งอาหารและยา
ถ้าบ้านไหนยังเหลือเนื้อที่ว่างๆ แล้วยังไม่รู้จะปลูกอะไรดี อยากชวนให้มาลองปลูกมะละกอกันค่ะ สักต้นสองต้นก็ยังดี นอกจากจะได้มะละกอไว้ทำส้มตำหรือ แกง ผัดแล้ว ในยามฉุกเฉินมะละกอก็ยังเป็นยาสามัญประจำบ้านได้อีกด้วย เพราะตามตำราแพทย์แผนไทย มะละกอมีสรรพคุณแก้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ถ่ายพยาธิ ขับประจำเดือน แก้โรคระดู แก้ธาตุไม่ปรกติ แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ร้อนใน เป็นยาบำรุงธาตุใครที่ถูกตะขาบต่อย ให้กรีดลูกมะละกอดิบ เอายางที่ไหลซึมออกมานั้นป้ายลงที่แผลซึ่งถูกตะขาบต่อย อาการปวดจะดีขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถนำลูกมะละกอมาต้ม เอาน้ำดื่ม แก้เมาสารหนู หรือจะใช้แก้อาการปวดฟัน โดยนำเปลือกต้นมะละกอกับเกลือทะเล ใส่หม้อดินต้มน้ำพอควร เคี่ยวให้เดือดนานสักครู่หนึ่ง ใช้น้ำยาอมเวลา เช้า-เย็น อาการปวดฟันจะดีขึ้นภายใน 3 วัน (สูตรนี้มีคำยืนยันจากผู้ที่เคยใช้บอกว่าได้ผลดีชะงัดนัก)
ทำไมมะละกอจึงช่วยบำรุงผิว
นอกจากเราจะกินมะละกอสุก เพื่อทำให้ถ่ายคล่อง ไม่เป็นโรคริดสีดวงทวารหนักแล้ว ผลไม้ชนิดนี้ยังช่วยให้สุขภาพดี เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ซ้ำยังช่วยบำรุงรักษาเส้นเลือดฝอยให้มีความแข็งแรง มีสารช่วยทำให้รอยฟกช้ำดำเขียวจางหายไปได้ ช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาปรับสภาพผิวให้มีความสดใส เปล่งปลั่ง และดูอ่อนกว่าวัย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันจากรังสีอุลตร้าไวโอเลตนักวิจัยค้นพบว่าในมะละกอมีสารเบต้าแคโรทีนเป็นจำนวนมาก และยังช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยให้ผิวหนัง กระดูกเนื้อเยื่อ และฟัน แข็งแรง รวมทั้งมีอีลาสติน ช่วยในการทำงานของ เอ็น และกระดูกอ่อน นอกจากมะละกอจะทำให้สุขภาพดีจากภายในแล้ว เรายังมีสูตรพอกหน้าจากมะละกอมาเอาใจหนุ่มๆสาวๆที่อยากลดความมันบนใบหน้าด้วยค่ะ ขจัดความมัน ลบรอยด่างดำ นอกจากมะละกอจะมีจุดเด่นช่วยลดความมันบนใบหน้าได้แล้ว ยังช่วยลบรอยด่างดำได้ดี สามารถใช้ทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวชุ่มชื่น และนิ่มนวล
สำหรับสูตรพอกผิวมีดังนี้
- สูตรมะละกอลบรอยด่างดำ : นำมะละกอสุกมาบดให้ละเอียด พอกหน้าทิ้งไว้สัก 10 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ใบห้าที่มีรอยด่างดำดูดีขึ้น
- สูตรพอกผิวมะละกอ-กล้วยหอม : สูตรนี้จะช่วยทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยละคะ
ส่วนผสม
- มะละกอสุกบด 3 ช้อนโต๊ะ
- กล้วยหอมบด 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
- มะนาว 1 ช้อนชา
วิธีทำ
ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ใส่กระปุกที่มีฝาปิด แช่เย็นไว้ให้เย็น นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ใส่กระปุกที่มีฝาปิด แช่เย็นไว้ให้เย็น นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
3.สูตรผิวเนียน
ส่วนผสม
- มะละกอสุกบด 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันงา 3 ช้อนชา ใครที่มีผิวค่อนข้างมัน หรือมีผิวผสมมักกังวลใจกับใบหน้าที่มันเยิ้มอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมคะ เพราะไม่ว่าจะหน้าร้อน หน้าฝน หรือแม้แต่หน้าหนาว หน้ามันๆก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น สิวเจ้ากรรมก็ยังขึ้นเห่อเต็มหน้า คิดแล้วก็ได้แต่เจ็บช้ำระกำใจอยู่คนเดียว พอคิดจะพึ่งยาแก้สิว นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงินแล้ว ยังแอบกลัวว่าจะมีผลข้างเคียงตามมา เพราะเห็นเพื่อนบางคนหน้าลอก แล้วตามมาด้วยหน้าดำเพราะเผลอไปตากแดดช่วงที่หมอห้าม
คงมีอีกหลายคนที่ลังเลว่าจะใช้ยาของหมอดี หรือใช้สมุนไพรจากธรรมชาติดี ถ้าเลือกใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ สิ่งที่ควรทราบอย่างหนึ่งคือ ต้องใจเย็นๆค่ะ เพราะไม่สามารถเห็นผลเร็วเหมือนการใช้ยาที่ทำจากสารเคมี แต่ข้อดีคือไม่ต้องกลัวสารตกค้าง สำหรับหนุ่มๆสาวๆที่ประสบปัญหาหน้ามัน ปั้นสวยด้วยมือคุณมีสูตรพอกหน้าจากมะละกอมาฝาก แต่ก่อนอื่นไปรู้จักสรรพคุณของมะละกอกันก่อนค่ะ
ปลูกมะละกอได้ทั้งอาหารและยา
ถ้าบ้านไหนยังเหลือเนื้อที่ว่างๆ แล้วยังไม่รู้จะปลูกอะไรดี อยากชวนให้มาลองปลูกมะละกอกันค่ะ สักต้นสองต้นก็ยังดี นอกจากจะได้มะละกอไว้ทำส้มตำหรือ แกง ผัดแล้ว ในยามฉุกเฉินมะละกอก็ยังเป็นยาสามัญประจำบ้านได้อีกด้วย เพราะตามตำราแพทย์แผนไทย มะละกอมีสรรพคุณแก้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ถ่ายพยาธิ ขับประจำเดือน แก้โรคระดู แก้ธาตุไม่ปรกติ แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ร้อนใน เป็นยาบำรุงธาตุ
ใครที่ถูกตะขาบต่อย ให้กรีดลูกมะละกอดิบ เอายางที่ไหลซึมออกมานั้นป้ายลงที่แผลซึ่งถูกตะขาบต่อย อาการปวดจะดีขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถนำลูกมะละกอมาต้ม เอาน้ำดื่ม แก้เมาสารหนู หรือจะใช้แก้อาการปวดฟัน โดยนำเปลือกต้นมะละกอกับเกลือทะเล ใส่หม้อดินต้มน้ำพอควร เคี่ยวให้เดือดนานสักครู่หนึ่ง ใช้น้ำยาอมเวลา เช้า-เย็น อาการปวดฟันจะดีขึ้นภายใน 3 วัน (สูตรนี้มีคำยืนยันจากผู้ที่เคยใช้บอกว่าได้ผลดีชะงัดนัก)
ทำไมมะละกอจึงช่วยบำรุงผิว
นอกจากเราจะกินมะละกอสุก เพื่อทำให้ถ่ายคล่อง ไม่เป็นโรคริดสีดวงทวารหนักแล้ว ผลไม้ชนิดนี้ยังช่วยให้สุขภาพดี เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ซ้ำยังช่วยบำรุงรักษาเส้นเลือดฝอยให้มีความแข็งแรง มีสารช่วยทำให้รอยฟกช้ำดำเขียวจางหายไปได้ ช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาปรับสภาพผิวให้มีความสดใส เปล่งปลั่ง และดูอ่อนกว่าวัย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันจากรังสีอุลตร้าไวโอเลต
นักวิจัยค้นพบว่าในมะละกอมีสารเบต้าแคโรทีนเป็นจำนวนมาก และยังช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยให้ผิวหนัง กระดูกเนื้อเยื่อ และฟัน แข็งแรง รวมทั้งมีอีลาสติน ช่วยในการทำงานของ เอ็น และกระดูกอ่อน นอกจากมะละกอจะทำให้สุขภาพดีจากภายในแล้ว เรายังมีสูตรพอกหน้าจากมะละกอมาเอาใจหนุ่มๆสาวๆที่อยากลดความมันบนใบหน้าด้วยค่ะ ขจัดความมัน ลบรอยด่างดำ นอกจากมะละกอจะมีจุดเด่นช่วยลดความมันบนใบหน้าได้แล้ว ยังช่วยลบรอยด่างดำได้ดี สามารถใช้ทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวชุ่มชื่น และนิ่มนวล
สำหรับสูตรพอกผิวมีดังนี้
- สูตรมะละกอลบรอยด่างดำ : นำมะละกอสุกมาบดให้ละเอียด พอกหน้าทิ้งไว้สัก 10 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ใบห้าที่มีรอยด่างดำดูดีขึ้น
- สูตรพอกผิวมะละกอ-กล้วยหอม : สูตรนี้จะช่วยทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยละคะ
ส่วนผสม- มะละกอสุกบด 3 ช้อนโต๊ะ
- กล้วยหอมบด 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
- มะนาว 1 ช้อนชา
วิธีทำ
ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ใส่กระปุกที่มีฝาปิด แช่เย็นไว้ให้เย็น นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
3.สูตรผิวเนียน
ส่วนผสม- มะละกอสุกบด 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันงา 3 ช้อนชา
- กลิ่นลาเวนเดอร์เล็กน้อย
วิธีทำ- ผสมทุกอย่างในถ้วยให้เข้ากัน แล้วนำไปแช่ในน้ำร้อนให้ส่วนผสมทั้งหมดพออุ่นๆ
- นำไปพอกหน้า ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นๆบิดให้พอหมาดๆปิดทิ้งไว้สัก 15 นาทีแล้วล้างออก
- กลิ่นลาเวนเดอร์เล็กน้อย
วิธีทำ
- ผสมทุกอย่างในถ้วยให้เข้ากัน แล้วนำไปแช่ในน้ำร้อนให้ส่วนผสมทั้งหมดพออุ่นๆ
- นำไปพอกหน้า ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นๆบิดให้พอหมาดๆปิดทิ้งไว้สัก 15 นาทีแล้วล้างออก
สรรพคุณของมะละกอ
กลุ่มยากัน หรือ แก้เลือดออกตามไรฟัน | |||
มะละกอ | |||
![]() | |||
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carica papaya L. | |||
ชื่อสามัญ : Papaya, Pawpaw, Tree melon | |||
วงศ์ : Caricaceae | |||
ชื่ออื่น : มะก้วยเทศ (ภาคเหนือ) หมักหุ่ง (ลาว,นครราชสีมา,เลย) ลอกอ (ภาคใต้) กล้วยลา (ยะลา) แตงต้น (สตูล) | |||
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 3-6 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลออกขาว ลำต้นตรง ไม่มีแก่น แตกกิ่งก้านน้อย มีรอยแผลใบชัดเจน มียางขาวข้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบต้นหนาแน่นที่ปลายยอด ใบรูปฝ่ามือ ขนาด 80-120 ซม. ขอบใบเว้าเป็นแฉกลึกถึงแกนก้าน ก้านใบเป็นหลอด กลมกลวงยาว 25-100 ซม. ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อยาวห้อยลง ดอกสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ มีกลิ่นหอม ดอกเพศเมียสีขาว ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกมีขนาดใหญ่ กว่าดอกเพศผู้ ผล รูปกระสวย ผิวเรียบ เปลือกบาง มียางสีขาว ผลสดสีเขียวเข้ม พอสุกเปลี่ยนเป็นสีส้ม รับประทานได้ มีเมล็ดมาก เมล็ดกลม สีดำ มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวใส ส่วนที่ใช้ : ผลสุก ผลดิบ ยางจากผลหรือจากก้านใบ ราก | |||
สรรพคุณ :
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ข้อควรระวัง : สำหรับผู้ที่รับประทานมะละกอสุกติดต่อกันเป็นจำนวนมาก เป็นเวลานาน อาจทำให้สารมีสีพวก carotenoid ไปสะสมในร่างกายมากเกินไป ทำให้ผิวมีสีเหลือง สารเคมี :
| |||
มะละกอ
มะละกอ (อังกฤษ: Papaya, คำเมือง: ᨠᩖ᩠ᩅ᩠᩶ᨿᨴᩮ᩠ᩈ) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้
สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ 1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร
2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก
สรรพคุณ มะละกอ :
ผลสุก - เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย
ยางจากผลดิบ - เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้
รากมะละกอ - ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้
เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain
เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง
เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้
แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก
โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก
คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย
เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ
ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง
แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้
เนื้อหา |
[แก้] ลักษณะทั่วไป
มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้[แก้] ประโยชน์
นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้- สำหรับสารอาหารในมะละกอนั้น มีดังต่อไปนี้
| สารอาหาร | ปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม |
| โปรตีน | 0.5 กรัม |
| ไขมัน | 0.1 กรัม |
| แคลเซียม | 24 มิลลิกรัม |
| ฟอสฟอรัส | 22 มิลลิกรัม |
| เหล็ก | 0.6 มิลลิกรัม |
| โซเดียม | 4 มิลลิกรัม |
| ไทอะมีน | 0.04 มิลลิกรัม |
| ไรโบฟลาวิน | 0.04 มิลลิกรัม |
| ไนอะซิน | 0.4 มิลลิกรัม |
| กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) | 70 มิลลิกรัม |
สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ 1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร
2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก
สรรพคุณ มะละกอ :
ผลสุก - เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย
ยางจากผลดิบ - เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้
รากมะละกอ - ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้
เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain
เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง
เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้
แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก
โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก
คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย
เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ
ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง
แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้
[แก้] อ้างอิง
- ข้อมูลจาก http://www.philippineherbalmedicine.org/papaya.htm
- ข้อมูลจาก http://yathai.blogspot.com/2010/09/blog-post_10.html
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- Fruits of Warm Climates: Papaya and Related Species
- California Rare Fruit Growers: Papaya Fruit Facts.
วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ประเภทของกล้วยกล้วย
หากสามารถรวบรวมพันธุ์กล้วยทั่วโลกมาปลูกไว้ในที่เดียวกันสวนกล้วยแปลงนั้นคงต้องใช้เนื้อที่มาก เพราะกล้วยมีสายพันธุ์หลายร้อยพันธุ์ เฉพาะในประเทศไทยก็มีถึง 323 สายพันธ์ ทดลองปลูกได้แล้ว 59 สายพันธุ์ ทั้งที่เป็นกล้วยป่า กล้วยในท้องถิ่น พันธุ์ที่นำมาจากต่างประเทศ พันธุ์กล้วยที่รู้จักกันทั่วไปมีมากมาย
กล้วยตานี ผลใหญ่มีเมล็ดมาก
กล้วยน้ำไทหรือกล้วยหอมเล็ก
กล้วยไข่ในประเทศไทยนิยมปลูกมากที่จังหวัดกำแพงเพชร จึงมีคนเรียกว่ากล้วยไข่กำแพงเพชร
กล้วยหอมจันทร์
กล้วยนมสาว พบทางภาคใต้
กล้วยร้อยหวี มีผลมาก ผลขนาดเล็ก
กล้วยหอมทองผลใหญ่
กล้วยหอมใต้หวัน มีผลดกกว่ากล้วยหอมทอง
กล้วยหอมเขียวค่อม ผลสุกโดยธรรมชาติจะมีสีเขียว แต่ถ้าบ่มถูกวิธีก็จะมีสีเหลือง
กล้วยนากมีผลใหญ่
กล้วยน้ำ
กล้วยขม
กล้วยน้ำว้า ถ้าแบ่งตามไส้จะมี 3 ชนิด คือ ชนิดไส้ตรง ชนิดไส้เหลือง และชนิดไส้แดง
กล้วยหักมุก ลักษณะผลเป็นเหลี่ยมชัดเจน เปลือกหนา
กล้วยส้ม ลักษณะคล้ายกล้วยหัวมุก แต่ผลเล็กกว่า
กล้วยนิ้วมือนาง ผลค่อนข้างใหญ่ ลักษณะอ้วนป้อม
กล้วยหิน มีมากทางภาคใต้ มีผลดกคล้ายกล้วยตานี
กล้วยเปรี้ยว มีรสค่อนข้างเปรี้ยว
กล้วยแพ ลักษณะใบแผ่ออกไปคล้ายพัด
กล้วยบัว ลักษณะหัวปลีคล้ายดอกบัว ต้นขนาดเล็ก มักใช้เป็นไม้ประดับ

เช่น
กล้วยป่า



วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันสำคัญ วันไหว้ครู
พิธีไหว้ครู.การจัดพิธีไหว้ครูเป็นการแสดงความเคารพครูอย่างหนึ่ง ซึ่งในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี ตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จะกำหนดจัดพิธีไหว้ครู โดยถือหลักว่า ต้องเป็นวันพฤหัสบดี เพราะเชื่อว่าวันนี้เป็นวันครู ส่วนจะเป็นพฤหัสบดีที่เท่าไรของเดือน ก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละสถาบันไม่มีข้อจำกัด(ที่โรงเรียนของยายจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 11มิ.ย.นี้ค่ะยายจะนำภาพบรรยากาศมาให้ชื่นชมนะคะ )
การไหว้ครู คือ การที่ศิษย์แสดงความคารวะ ยอมรับนับถือครูอาจารย์อย่างจริงใจ ว่าท่านเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมความรู้ ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ จึงพร้อมใจกันปวารณาตนรับการถ่ายทอดวิชาการความรู้ ด้วยความวิริยะอุตสาหะมานะอดทน เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางของการศึกษาตามที่ตั้งใจไว้
เดือนมิถุนายน...เดือนแห่งการไหว้ครู.........มารู้จักดอกไม้และเครื่องไหว้ครูกันนะคะ

ดอกเข็มเป็นสัญลักษณ์ ความฉลาดหลักแหลม อันเปรียบเสมือนเข็มที่มีความแหลมคม เราจึงใช้ดอกเข็มในพิธีไหว้บูชาครูกันทุกปี แต่แน่นอนค่ะว่าเมื่อเรามีความหมายของดอกเข็มมาฝากเพื่อนๆ กันแล้วนั้น ต้องไม่ใช่หมายถึง ความฉลาดหลักแหลมอย่างเดียวแน่นอนค่ะ

ดอกมะเขือ เป็นสัญลักษณ์ของความเคารพ ความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยธรรมชาติของต้นมะเขือ เมื่อมีดอก ซึ่งดอกที่จะให้ผลมะเขือได้ต้องโค้งลง เหมือนผู้อยู่ในอาการแสดงความเคารพ หรือคารวะบุคคลที่ตนเคารพบูชายกย่อง ถ้าดอกมะเขือดอกใด ชี้ดอกขึ้นเหมือนดอกไม้ชนิดอื่น ดอกนั้นจะไม่ให้ผล เพราะจะเน่าร่วงหล่นไป เหมือนบุคคลที่ขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน ขาดความเคารพ ก็จะหมดโอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดความรู้จากครู

หญ้าแพรก เป็นสัญลักษณ์ของความอดทน คุณสมบัติพิเศษของหญ้าแพรก คือ ความอดทน หญ้าแพรกที่เราเห็นตามสนาม ตามทางเดิน ตามคันนา เมื่อถึงหน้าแล้วแม้ว่าอากาศจะแห้งแล้งจัด จนต้นไม้ทั้งหลายทนไม่ไหว ต้องแห้งเหี่ยวตายไปตาม ๆ กัน แต่หญ้าแพรกก็ยังทนอยู่ได้ไม่ตาย ครั้นถึงฤดูฝน ฝนตกมากเกิดน้ำท่วมขัง ต้นไม้ที่ชอบน้ำก็ชูยอดเขียวชอุ่ม ส่วนต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำก็เน่าตาย แต่หญ้าแพรกก็ยังอยู่ได้ไม่ตาย เปรียบเหมือนบุคคลที่มีความอดทนเหมือนหญ้าแพรก กล่าวคือ ศิษย์ที่มีคุณสมบัติที่ดี จะส่อแววว่าเมื่อศึกษาเล่าเรียนวิชาการใดก็ตาม จะเป็นผู้ที่สามารถเรียนได้สำเร็จตามหลักสูตรที่กำหนด
การไหว้ครู คือ การที่ศิษย์แสดงความคารวะ ยอมรับนับถือครูอาจารย์อย่างจริงใจ ว่าท่านเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมความรู้ ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ จึงพร้อมใจกันปวารณาตนรับการถ่ายทอดวิชาการความรู้ ด้วยความวิริยะอุตสาหะมานะอดทน เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางของการศึกษาตามที่ตั้งใจไว้
เดือนมิถุนายน...เดือนแห่งการไหว้ครู.........มารู้จักดอกไม้และเครื่องไหว้ครูกันนะคะ

ดอกเข็มเป็นสัญลักษณ์ ความฉลาดหลักแหลม อันเปรียบเสมือนเข็มที่มีความแหลมคม เราจึงใช้ดอกเข็มในพิธีไหว้บูชาครูกันทุกปี แต่แน่นอนค่ะว่าเมื่อเรามีความหมายของดอกเข็มมาฝากเพื่อนๆ กันแล้วนั้น ต้องไม่ใช่หมายถึง ความฉลาดหลักแหลมอย่างเดียวแน่นอนค่ะ

ดอกมะเขือ เป็นสัญลักษณ์ของความเคารพ ความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยธรรมชาติของต้นมะเขือ เมื่อมีดอก ซึ่งดอกที่จะให้ผลมะเขือได้ต้องโค้งลง เหมือนผู้อยู่ในอาการแสดงความเคารพ หรือคารวะบุคคลที่ตนเคารพบูชายกย่อง ถ้าดอกมะเขือดอกใด ชี้ดอกขึ้นเหมือนดอกไม้ชนิดอื่น ดอกนั้นจะไม่ให้ผล เพราะจะเน่าร่วงหล่นไป เหมือนบุคคลที่ขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน ขาดความเคารพ ก็จะหมดโอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดความรู้จากครู

หญ้าแพรก เป็นสัญลักษณ์ของความอดทน คุณสมบัติพิเศษของหญ้าแพรก คือ ความอดทน หญ้าแพรกที่เราเห็นตามสนาม ตามทางเดิน ตามคันนา เมื่อถึงหน้าแล้วแม้ว่าอากาศจะแห้งแล้งจัด จนต้นไม้ทั้งหลายทนไม่ไหว ต้องแห้งเหี่ยวตายไปตาม ๆ กัน แต่หญ้าแพรกก็ยังทนอยู่ได้ไม่ตาย ครั้นถึงฤดูฝน ฝนตกมากเกิดน้ำท่วมขัง ต้นไม้ที่ชอบน้ำก็ชูยอดเขียวชอุ่ม ส่วนต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำก็เน่าตาย แต่หญ้าแพรกก็ยังอยู่ได้ไม่ตาย เปรียบเหมือนบุคคลที่มีความอดทนเหมือนหญ้าแพรก กล่าวคือ ศิษย์ที่มีคุณสมบัติที่ดี จะส่อแววว่าเมื่อศึกษาเล่าเรียนวิชาการใดก็ตาม จะเป็นผู้ที่สามารถเรียนได้สำเร็จตามหลักสูตรที่กำหนด
สมุนไพร
กลุ่มพืชถอนพิษ | ||||||||||||
เทียนบ้าน | ||||||||||||
| ||||||||||||
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens balsamina L. | ||||||||||||
ชื่อสามัญ : Garden Balsam | ||||||||||||
วงศ์ : BALSAMINACEAE | ||||||||||||
ชื่ออื่น : เทียนดอก เทียนไทย เทียนสวน (ภาคกลาง) | ||||||||||||
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกสูง 30-80 ซม. ลำต้นอวบน้ำและค่อนข้างโปร่งแสง ออกดอกออกผลแล้วต้นจะตาย ใบเดี่ยวเรียงสลับรอบลำต้น รูปวงรี ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกมีสีชมพู แดง ม่วง ขาว ผลเป็นผลแห้ง เมื่อแก่จัดจะแตกออก เปลือกผลม้วนขมวดขึ้น และดีดเมล็ดที่ค่อนข้างกลมสีน้ำตาลออกมา เพื่อช่วยกระจายพันธุ์ ส่วนที่ใช้ : ใบทั้งสดและแห้ง ยอดสด ต้นและรากสด เมล็ดแห้ง สรรพคุณ :
|
วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

